สะสมแต้มแลกของรางวัล
การแต่งตัวเป็นเลเยอร์ เมื่อไปเดินป่าต่างประเทศ
เมื่อต้องออกไปเผชิญกับความหนาวเย็น เรามักมีคำถามว่า “เสื้อตัวนี้กันอุณหภูมิได้กี่องศา” และคำตอบมักจะคลุมเคลืออยู่เสมอ เพราะประกอบด้วยปัจจัยมากมายในพื้นที่หนาวเย็นที่เราเผชิญอยู่ คนกลางแจ้งอย่างเราต้องการเสื้อผ้าที่แตกต่างจากเครื่องกันหนาวของคนทั่วไป และนี่คือ 3 สาเหตุของปัจจัยดังกล่าวเราไม่ได้อยู่นิ่งๆ กิจกรรมกลางแจ้งทำให้เราต้องเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเดิน, แบกของ, กางเต็นท์ฯ อากาศกลางแจ้งแปรเปลี่ยนอยู่เสมอ อาจจะหนาวจัด, ฝนตก, ลมแรง, หิมะตก, หรืออาจจะแดดออกอุ่นขึ้นมากระทันหัน การที่เราอยู่กลางแจ้ง หมายถึงเราไม่สามารถวิ่งเข้าบ้าน หลบฝน, หลบลมแรง หรือวิ่งเข้าไปหาเครื่องทำความอุ่นในบ้านได้ เราอาจจะต้องอยู่กลางแจ้งกันทั้งกลางวันกลางคืน เราจะมีข้อจำกัดในการนำเสื้อผ้ากันหนาวติดตัวไปได้ไม่มาก อาจจะมีได้แค่ชุดเดียว ทำให้อุปกรณ์กันหนาวที่เราใช้จะต้องสามารถปรับเปลี่ยนรับสภาพต่างๆให้ได้ตลอดเวลา
ถ้าเราย้อนไปคิดให้รอบคอบและทำความเข้าใจกันสักนิด เราจะสรุปพื้นฐานของเสื้อผ้าที่จะทำให้ตัวเราอบอุ่นท่ามกลางความหนาวเย็นได้อยู่สามอย่างคือ
- เก็บกักความร้อนที่ร่างกายสร้างขึ้น เสื้อกันหนาวไม่ได้สร้างความร้อน มันเพียงแต่ทำหน้าที่เก็บความร้อนที่ร่างกายเราสร้างขึ้นเท่านั้น
- ลดการสูญเสียความร้อนที่เกิดขึ้นการไหลผ่านของสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น ลม, ฝน, หิมะ ฯ ซึ่งจะทำให้ร่างกายของเราสูญเสียความร้อนได้อย่างรวดเร็ว
- ลดการสูญเสียความร้อนจากการระเหยของเหงื่อ โดยปรกติแล้วเหงื่อมีหน้าที่หลักคือลดอุณหภูมิของร่างกายด้วยการระเหยจากผิวหนัง ซึ่งเป็นการดูดความร้อนและทำให้ผิวหนังเย็นลง ในสภาวะแวดล้อมที่หนาวเย็น เราอาจจะมีเหงื่อจากการใช้กำลัง แต่เราไม่ต้องการสูญเสียความร้อนไป
เมื่อเข้าใจพื้นฐานนี้แล้ว เราจะเห็นได้ชัดเลยว่า การใส่เสื้อหนาวหนาๆ เพียงตัวเดียวให้อุ่นเลยนั้นอาจจะไม่เหมาะกับคนกลางแจ้งเท่าไหร่นักเพราะจะทำให้เราปรับเพื่อรับสภาพที่แปรเปลี่ยนได้ยาก อีกทั้งด้วยขนาดที่ใหญ่ หนา และมีน้ำหนักค่อนข้างมาก ทำให้ไม่เหมาะกับสภานการณ์ที่เราเผชิญนั้นจึงทำให้เราชาวกลางแจ้งเลือกที่จะแต่งตัวเป็นชั้นหรือ Layer กัน โดยที่จะแบ่งเป็นทั้งหมด 4 ชั้นที่เราสามารถจะเลือกใช้ตามสถานะการณ์และสภาพอากาศ
- Base Layer หรือเสื้อผ้าชั้นที่ติดกับผิวหนัง
- Work Layer ซึ่งก็คือเสื้อผ้าปรกติที่เราใส่กัน
- Mid Layer หรือ Insulation Layer เป็นชั้นหลักที่จะสร้างความอบอุ่น
- Outer Layer หรือ Shell คือชั้นนอกสุด
ลองมาดูกันครับว่าแต่ละ Layer นั้นทำหน้าที่อะไรและเรามีตัวเลือกอะไรบ้าง
ขจัดความชื้นออกจากร่างกาย
Base Layer หรือบางครั้งเรียกกันว่า Long John เป็นผ้าไม่หนานักที่ไม่ได้ทำหน้าที่เก็บกักความร้อน แต่ทำหน้าที่ ลดการสูญเสียความร้อนจากการระเหยของเหงื่อ โดยการซับเหงื่อออกจากผิวหนัง, กระจายเหงื่อออก แล้วให้เหงื่อไประเหยออกจากตัววัสดุของ Base Layer แทน
Base Layer ที่ดีจะต้องแนบชิดกับผิวหนังให้มากที่สุดเพื่อให้ซับเหงื่อได้เร็วและทั่วถึง, ต้องซับน้ำได้ดี และระเหยน้ำออกได้เร็ว
วัสดุที่ดีที่สุดตามคุณสมบัติที่เราต้องการข้างต้นคือผ้าที่ทอจากขนแกะ (wool) โดยเฉพาะขนแกะสายพันธ์ุ Merino เป็นขนแกะที่มีเส้นใยยาว ขนาดเล็ก และอ่อนนุ่มกว่าขนแกะสายพันธุ์อื่นทำให้ไม่ค่อยระคายเคืองหรือคันเมื่อสวมติดกับผิวหนัง และอีกคุณสมบัติที่โดดเด่นของผ้า wool คือเป็นผ้าที่ไม่เก็บกลิ่นเพราะระเหยความชื่นได้ดีกว่าผ้าชนิดอื่น
หรือในกรณีถ้าคุณแพ้ขนแกะ ยังมี Base Layer ที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ดีๆให้เลือกใช้แทนวัสดุธรรมชาติได้
Work Layer การเคลื่อนไหวที่สะดวก
Work Layer คือเสื้อผ้าปรกติที่เราสวมใส่เพื่อปกป้องร่างกาย ซึ่งเราสามารถเลือกใส่ให้เข้ากับสภาพอากาศที่เราจะพบเจอได้ เช่นถ้าเป็นที่มีแดดแรง เราอาจจะเลือกเสื้อแขนยาวเพื่อปกป้องผิวจากแดด, ถ้าเส้นทางเป็นป่ารก หรือมีแมลงเยอะเราก็ควรจะเลือกกางเกงขายาว, ถ้าอากาศไม่หนาวมากก็ควรเลือกเสื้อที่ถ่ายเทอากาศและความชื้นได้ดี, ถ้าอากาศหนาวมากก็อาจจะเลือกที่เป็น Wool ซึ่งก็จะช่วยเก็บกักความร้อนเพิ่มได้อีกชั้นหนึ่ง และยังได้คุณสมบัติระเหยความชื่นจากเหงื่อได้ดีเมื่อเราขยับตัวอยู่ตลอดเวลา
Work Layer คือเสื้อผ้าปรกติที่เราสวมใส่เพื่อปกป้องร่างกาย ซึ่งเราสามารถเลือกใส่ให้เข้ากับสภาพอากาศที่เราจะพบเจอได้ เช่นถ้าเป็นที่มีแดดแรง เราอาจจะเลือกเสื้อแขนยาวเพื่อปกป้องผิวจากแดด, ถ้าเส้นทางเป็นป่ารก หรือมีแมลงเยอะเราก็ควรจะเลือกกางเกงขายาว, ถ้าอากาศไม่หนาวมากก็ควรเลือกเสื้อที่ถ่ายเทอากาศและความชื้นได้ดี, ถ้าอากาศหนาวมากก็อาจจะเลือกที่เป็น Wool ซึ่งก็จะช่วยเก็บกักความร้อนเพิ่มได้อีกชั้นหนึ่ง และยังได้คุณสมบัติระเหยความชื่นจากเหงื่อได้ดีเมื่อเราขยับตัวอยู่ตลอดเวลา
Mid-Layer เก็บความอุ่นจากร่างกาย
Mid Layer หรือ Insulation คือชั้นที่ทำหน้าที่เป็นฉนวนเพื่อเก็บกักความร้อนที่ร่างกายปล่อยออกมาเหมือนกับขนของสัตว์ เพื่อจะให้มีน้ำหนักเบาแต่อุ่นที่สุด การทำงานของเสื้อผ้าในชั้นนี้จะใช้วิธี เก็บกักอากาศไว้ให้เป็นฉนวนให้มากที่สุดแทนที่จะใช้เนื้อวัสดุที่หนาและหนัก ดังนั้นเสื้อผ้าในชั้นนี้จะมีลักษณะที่มีเนื้อพองฟูเพื่อเก็บกักอากาศ
ถ้าอากาศไม่หนาวเย็นมาก ตัวเลือกที่ดีสำหรับชั้นนี้ก็คือเสื้อ Fleece ซึ่งมีลักษณะไม่หนาและหนักมากนัก ข้อดีอีกอย่างของเสื้อ Fleece ก็คือ เป็นเสื้อที่ดูแลรักษาง่ายและทนทานมาก
ถ้าอากาศหนาวเย็นมาก ตัวเลือกที่ดีก็คือเสื้อที่บุหนาด้วยขนห่านหรือใยสังเคราะห์ ซึ่งเสื้อชนิดนี้จะทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อมันฟูตัว
แม้เราจะอยู่ในยุควัสดุ Hi-tech เพียงใด ขนห่านหรือขนเป็ด ที่เรียกว่า Down นั้นก็ยังเป็นวัสดุที่ทำเสื้อหนาวได้เบาและอุ่นที่สุด เพราะการฟูตัวต่อปริมาณน้ำหนักที่เบามาก ให้ความอุ่นจนไม่มีวัสดุสังเคราะห์อะไรเทียบได้ (Down นั้นมีหลายเกรด ซึ่งมีผลให้ความอุ่นต่อน้ำหนักที่แตกต่างกันได้มาก)
แต่ขนห่านหรือขนเป็ดมีจุดอ่อนอยู่ที่เมื่อมันเปียกชื้น เส้นใยของมันที่อมน้ำจะยุบตัวและสูญเสียคุณสมบัติในการรักษาความร้อนไป เสื้อที่ใช้ใยสังเคราะห์ถ้าจะให้อุ่นเท่ากันจะมีน้ำหนักมากกว่าและเก็บไม่ได้เล็กเท่าเสื้อ Down แต่ก็มีข้อดีที่มันไม่กลัวความชื้น หรือแม้ว่าจะเปียกแล้วก็สามารถทำให้แห้งและคืนสภาพได้ง่ายๆ
วัสดุขนห่านที่บุอยู่ในเสื้อ Down และ ถุงนอน / ผ้าห่ม Down
Mid Layer หรือ Insulation คือชั้นที่ทำหน้าที่เป็นฉนวนเพื่อเก็บกักความร้อนที่ร่างกายปล่อยออกมาเหมือนกับขนของสัตว์ เพื่อจะให้มีน้ำหนักเบาแต่อุ่นที่สุด การทำงานของเสื้อผ้าในชั้นนี้จะใช้วิธี เก็บกักอากาศไว้ให้เป็นฉนวนให้มากที่สุดแทนที่จะใช้เนื้อวัสดุที่หนาและหนัก ดังนั้นเสื้อผ้าในชั้นนี้จะมีลักษณะที่มีเนื้อพองฟูเพื่อเก็บกักอากาศ
ถ้าอากาศไม่หนาวเย็นมาก ตัวเลือกที่ดีสำหรับชั้นนี้ก็คือเสื้อ Fleece ซึ่งมีลักษณะไม่หนาและหนักมากนัก ข้อดีอีกอย่างของเสื้อ Fleece ก็คือ เป็นเสื้อที่ดูแลรักษาง่ายและทนทานมาก
ถ้าอากาศหนาวเย็นมาก ตัวเลือกที่ดีก็คือเสื้อที่บุหนาด้วยขนห่านหรือใยสังเคราะห์ ซึ่งเสื้อชนิดนี้จะทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อมันฟูตัว
แม้เราจะอยู่ในยุควัสดุ Hi-tech เพียงใด ขนห่านหรือขนเป็ด ที่เรียกว่า Down นั้นก็ยังเป็นวัสดุที่ทำเสื้อหนาวได้เบาและอุ่นที่สุด เพราะการฟูตัวต่อปริมาณน้ำหนักที่เบามาก ให้ความอุ่นจนไม่มีวัสดุสังเคราะห์อะไรเทียบได้ (Down นั้นมีหลายเกรด ซึ่งมีผลให้ความอุ่นต่อน้ำหนักที่แตกต่างกันได้มาก)
แต่ขนห่านหรือขนเป็ดมีจุดอ่อนอยู่ที่เมื่อมันเปียกชื้น เส้นใยของมันที่อมน้ำจะยุบตัวและสูญเสียคุณสมบัติในการรักษาความร้อนไป เสื้อที่ใช้ใยสังเคราะห์ถ้าจะให้อุ่นเท่ากันจะมีน้ำหนักมากกว่าและเก็บไม่ได้เล็กเท่าเสื้อ Down แต่ก็มีข้อดีที่มันไม่กลัวความชื้น หรือแม้ว่าจะเปียกแล้วก็สามารถทำให้แห้งและคืนสภาพได้ง่ายๆ
วัสดุขนห่านที่บุอยู่ในเสื้อ Down และ ถุงนอน / ผ้าห่ม Down
Outer-Layer
Outer Layer หรือ Shell ทำหน้าที่ป้องกันการสูญเสียความร้อนจากการไหลผ่านของลมหรือการเปียกจากฝน
วัสดุที่ใช้ทำ Outer Layer ที่ดีคือวัสดุที่ไม่ยอมให้ลมผ่าน, กันน้ำ แต่สามารถให้ความชื้นระเหยออกจากด้านในได้ ฟังดูเหมือนไม่น่าเป็นไปได้แต่มีครับ
วัสดุที่มีคุณสมบัติแบบนี้มีอยู่ 2 กลุ่ม ก็คือ
วัสดุดั้งเดิมที่อาจจะทำผ้าแต่เคลือบวัสดุกันน้ำเสริมเข้าไป วัสดุที่น่าสนใจในกลุ่มนี้คือ G-1000 ของ Fjallraven ที่ผลิตมาแล้วกว่า 50 ปีเป็นการทอเส้นใยที่ผสมผสานกันระหว่างผ้าฝ้ายและใยสังเคราะห์แล้วเคลือบด้วยขี้ผึ้งสูตรพิเศษที่ทำให้มันสามารถกันน้ำกันลมได้ดีโดยที่ยังคงระบายความชื้นได้ แม้จะกันฝนหนักไม่ได้ 100% แต่ข้อดีก็คือมันดูแลรักษาง่ายมาก, ทนทานมาก และไม่กลัวสะเก็ดไฟ
วัสดุสังเคราะห์สมัยใหม่ที่กันน้ำแต่มีชั้นเมมเบรนที่ทำหน้าที่ดูซับความชื้นและระเหยความชื้นผ่านเนื้อผ้าออกไปได้ Keb GTX (GORE-TEX) จาก Fjallraven เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ตัวเสื้อชั้นนอกผลิตไนลอน (รีไซเคิล) ผสมกับเมมเบรน GORE-TEX ePE แบบ 3 ชั้น (3-Layer laminate) ที่ให้คุณสมบัติกันน้ำ, กันลม และระบายอากาศได้อย่างสมดุล วัสดุนี้กันน้ำถึง 30,000 ม.ม ซึ่งหมายถึงว่าแม้จะเจอกับฝนที่ตกหนัก กระแทกใส่เนื้อผ้าแรงแค่ไหน มันก็ยังกันน้ำได้สนิท และมีความสามารถที่จะระบายความชื้นออกไปสู่ผิวด้านนอกได้ดีมากอีกด้วย
วัสดุที่ใช้ทำ Outer Layer ที่ดีคือวัสดุที่ไม่ยอมให้ลมผ่าน, กันน้ำ แต่สามารถให้ความชื้นระเหยออกจากด้านในได้ ฟังดูเหมือนไม่น่าเป็นไปได้แต่มีครับ
วัสดุที่มีคุณสมบัติแบบนี้มีอยู่ 2 กลุ่ม ก็คือ
วัสดุดั้งเดิมที่อาจจะทำผ้าแต่เคลือบวัสดุกันน้ำเสริมเข้าไป วัสดุที่น่าสนใจในกลุ่มนี้คือ G-1000 ของ Fjallraven ที่ผลิตมาแล้วกว่า 50 ปีเป็นการทอเส้นใยที่ผสมผสานกันระหว่างผ้าฝ้ายและใยสังเคราะห์แล้วเคลือบด้วยขี้ผึ้งสูตรพิเศษที่ทำให้มันสามารถกันน้ำกันลมได้ดีโดยที่ยังคงระบายความชื้นได้ แม้จะกันฝนหนักไม่ได้ 100% แต่ข้อดีก็คือมันดูแลรักษาง่ายมาก, ทนทานมาก และไม่กลัวสะเก็ดไฟ
วัสดุสังเคราะห์สมัยใหม่ที่กันน้ำแต่มีชั้นเมมเบรนที่ทำหน้าที่ดูซับความชื้นและระเหยความชื้นผ่านเนื้อผ้าออกไปได้ Keb GTX (GORE-TEX) จาก Fjallraven เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ตัวเสื้อชั้นนอกผลิตไนลอน (รีไซเคิล) ผสมกับเมมเบรน GORE-TEX ePE แบบ 3 ชั้น (3-Layer laminate) ที่ให้คุณสมบัติกันน้ำ, กันลม และระบายอากาศได้อย่างสมดุล วัสดุนี้กันน้ำถึง 30,000 ม.ม ซึ่งหมายถึงว่าแม้จะเจอกับฝนที่ตกหนัก กระแทกใส่เนื้อผ้าแรงแค่ไหน มันก็ยังกันน้ำได้สนิท และมีความสามารถที่จะระบายความชื้นออกไปสู่ผิวด้านนอกได้ดีมากอีกด้วย
เมื่อเราเข้าใจหน้าที่ของ Layer ทั้งสี่ชั้นดีแล้วเราก็สามารถเลือกใช้และประกอบชั้นต่างๆเข้าด้วยกันในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมแม้เราจะมีเสื้อผ้ากันหนาวเพียงชุดเดียว เช่น
- เวลาเดิน – ร่างกายเราจะสร้างความร้อนตลอดเวลา ถ้าอากาศไม่หนาวมากเราต้องการเพียง Base Layer และ Working Layer ถ้าเจอฝนหรือลมแรงก็เพิ่ม Outer Layer เข้าไป และแน่นอน ถ้าเจออากาศหนาวเย็นจัด เราก็สามารถเพิ่ม mid layer เข้าไปได้
- เมื่ออยู่ในแค้มป์ – ร่างกายเราไม่ได้สร้างความร้อนมากนัก ถ้าอากาศหนาวเย็นเราจึงควรใส่ Mid layer เพื่อกักเก็บความร้อนให้มากที่สุด ถ้าฝนตกลมแรงก็ค่อยเพิ่ม Outer Layer เข้าไป
- นอนในตอนกลางคืน – ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหว จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะกระจายความร้อนออกไปให้ทั่วตัว ควรเร่ิมจากผ้าห่มหรือถุงนอนบวกกับแผ่นรองนอนที่ให้ความอบอุ่นเพียงพอก่อน แล้วไม่ควรใส่เสื้อกางเกงที่เก็บความร้อนมากจนเกินไปจนไม่มีการปล่อยความร้อนออกมาใต้ผ้าห่มทำให้หนาวมือเท้าและส่วนอื่นๆของร่างกาย ถ้าผ้าห่มอุ่นพอ เราอาจจะใส่เพียง Base layer เพื่อช่วยระบายเหงื่อและอาจจะมีหมวกเพื่อลดการสูญเสียความร้อนจากหัว
ลองมาดูตัวอย่างสภาพอากาศและสถานการณ์ต่างๆ ที่ผู้เขียนพบเจอว่าความสำคัญของการแต่งตัวเป็น Layer นั้นส่งผลอย่างไร
เส้นทางเดินป่าระยะไกล 110 กิโลเมตร ทางตอนเหนือของประเทศสวีเดน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Fjallraven Classic Sweden เส้นทางเดินเทรลที่มีสภาพอากาศแปรปรวนอยู่เสมอ ในหนึ่งวันเราสามารถเจอสภาพอากาศหนาวจัด ลมแรง ฝนตก แดดแรง และกลับมาฝนตกลมแรงได้ภายในไม่กี่นาที ด้วยสภาพอากาศลักษณะนี้ ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนการแต่งกายของเราอยู่เสมอ อธิเช่น เลือกใส่เสื้อ Work Layer ที่ผสมผ้า wool เพื่อให้ร่างกายเรายังเก็บความอุ่นไว้ได้ แต่เราก็ต้องการให้เสื้อช่วยระเหยความชื่นเหงื่อออกจากร่างกายเราที่ขยับอยู่เสมอเช่นกัน เมื่อเราเดินต่อไปแล้วฝนตกแถมมาพร้อมลมแรง เราสามารถสวม Outer Layer นั่นคือเสื้อกันฝน (Shell Jacket) ทับอีกชั้น เพื่อกันฝนและยังสามารถเก็บกักความร้อนในร่างกายไว้ได้ ในขณะเดียวกัน เสื้อ Outer Layer ต้องมีความสามารถในการระเหยความชื้นจากเหงื่อได้เช่นเดียวกับเสื้อ Work Layer เพื่อไม่ให้เกิดการ condense หรือฝนตกภายในตัวเรา เมื่อเราเดินมาถึงจุดหมายในการตั้งแค้มป์ ร่างกายเราหยุดขยับ ทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนอย่างรวดเร็ว เราจึงควรเพิ่มเสื้อดาว (Mid Layer ช่วยกักเก็บความร้อนให้ร่างกายยังอุ่น) ตรงกลางระหว่างเสื้อ Work Layer และ Shell Jacket อีก 1 ชั้น (เพื่อกันลมหรือฝนไม่ให้ร่างกายสูญเสียความร้อนรวดเร็วเกินไป) ในทางตรงข้าม เมื่อเราเตรียมตัวเข้านอน เราควรแต่งตัวเพียง Layer เดียวนั่นคือ Base Layer เนื่องจากในช่วงเวลานอนร่างกายเราจะไม่ผลิตความร้อนเหมือนตอนเราเดิน สิ่งที่เราต้องการคือการเก็บความร้อนที่ระบายออกมาจากร่างกายของเราในช่วงแรกให้มากที่สุดและหน้าที่นั้นจะถูกมอบให้ถุงนอนแทนเสื้อดาวที่เราใส่ก่อนหน้า ทำไมเราถึงไม่ใส่เสื้อดาวนอน เพราะว่าเสื้อดาวก็มีคุณสมบัติเก็บกักความร้อนจากร่างกายเช่นเดียวกับถุงนอน แทนที่ความร้อนจะถูกย้ายมาเก็บในถุงนอนให้เราได้นอนอย่างอุ่นสบายทั้งตัว กลับกลายเป็นว่าเสื้อดาวจะดึงความร้อนทั้งหมดไปไว้แทน และแน่นอน ถุงนอนจะไม่ได้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มที่ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงใส่ Base Layer เพียงชั้นเดียวเมื่อเราเข้านอน
เมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเราออกจากถุงนอน ควรใส่เสื้อดาวทันทีเพื่อให้ร่างกายยังอบอุ่นต่อเนื่อง และถอดเสื้อดาวเก็บเหลือเพียง work Layer เมื่อเราพร้อมออกเดิน จากนั้นทุกอย่างก็จะวนลูปดังเช่นที่กล่าวมา
ลองกลับมาเส้นทางเดินป่าบ้านเรากันบ้าง ด้วยสภาพอากาศที่แตกต่างกัน เราก็ยังใช้ลำดับขั้นตอนของการแต่งตัวเป็น layer ได้เช่นกัน อธิเช่น เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา ที่มีสภาพอากาศระหว่างกลางวันและกลางคืนแตกต่างกันมาก ในช่วงกลางวันที่เราเดินแบกเป้ขึ้นเขาชัน แดดแรงและอากาศร้อน เราควรสมใส่เพียง Work Layer ที่มีเนื้อผ้าที่ระบายความร้อนจากร่างกายได้ดี แห้งเร็ว ไม่เก็บกลิ่น บางเบาแต่แข็งแรงไม่ขาดง่ายเมื่อเราต้องเดินผ่านพุ่มไม้รกต่างๆ ระหว่างทาง เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ด้วยเราแค้มป์บนยอดเขาสูงทำให้อากาศช่วงกลางคืนหนาวเย็นอย่างรวดเร็ว เราจึงใช้หลักการเดียวกัน คือสวมเสื้อฟรีทหรือดาว (ในกรณีที่อากาศหนาวจัด) เพื่อเก็บความร้อนในร่างกายไว้ไม่ให้ระบายออกไปอย่างรวดเร็วเกินไป และเมื่อเข้านอนเราใช้เพียง Layer เดียว โดยปรับเปลี่ยนจากผ้า wool ที่เราใช้ในพื้นที่หนาวเย็นในต่างประเทศ มาเป็นเสื้อผ้าใส่สบายๆ ระบายความร้อนได้ดี เพื่อย้ายความร้อนไปเก็บไว้ในถุงนอนเพื่อทำหน้าที่ให้เราอุ่นสบายไม่ร้อนจนเกินไป
เมื่อเราเข้าใจหลักการของ layer ทั้ง 4 ข้อแล้วนั้น ไม่ว่าจะสภาพอากาศแบบไหนเราก็สามารถปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์นั้นได้มีคำพูดของชาวสวีเดนที่บอกว่า
“There is no bad weather. There is only bad preparation”
“ไม่มีสภาพอากาศที่เลวร้าย จะมีก็เพียงการเตรียมตัวที่ไม่พร้อม”
และการเตรียมแต่งตัวเป็น Layer เลือกไปให้เหมาะกับอากาศที่คาดว่าจะเจอ จะทำให้มนุษย์กลาง
แจ้งอย่างคุณไม่พบเจอสภาพอากาศที่เลวร้ายจนหมดสนุกแน่นอน
































