Skip to content

การแต่งตัวเป็นเลเยอร์ เมื่อไปเดินป่าต่างประเทศ

เมื่อต้องออกไปเผชิญกับความหนาวเย็น เรามักมีคำถามว่า “เสื้อตัวนี้กันอุณหภูมิได้กี่องศา” และคำตอบมักจะคลุมเคลืออยู่เสมอ เพราะประกอบด้วยปัจจัยมากมายในพื้นที่หนาวเย็นที่เราเผชิญอยู่ คนกลางแจ้งอย่างเราต้องการเสื้อผ้าที่แตกต่างจากเครื่องกันหนาวของคนทั่วไป และนี่คือ 3 สาเหตุของปัจจัยดังกล่าวเราไม่ได้อยู่นิ่งๆ กิจกรรมกลางแจ้งทำให้เราต้องเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเดิน, แบกของ, กางเต็นท์ฯ อากาศกลางแจ้งแปรเปลี่ยนอยู่เสมอ อาจจะหนาวจัด, ฝนตก, ลมแรง, หิมะตก, หรืออาจจะแดดออกอุ่นขึ้นมากระทันหัน การที่เราอยู่กลางแจ้ง หมายถึงเราไม่สามารถวิ่งเข้าบ้าน หลบฝน, หลบลมแรง หรือวิ่งเข้าไปหาเครื่องทำความอุ่นในบ้านได้ เราอาจจะต้องอยู่กลางแจ้งกันทั้งกลางวันกลางคืน เราจะมีข้อจำกัดในการนำเสื้อผ้ากันหนาวติดตัวไปได้ไม่มาก อาจจะมีได้แค่ชุดเดียว ทำให้อุปกรณ์กันหนาวที่เราใช้จะต้องสามารถปรับเปลี่ยนรับสภาพต่างๆให้ได้ตลอดเวลา
c30cc-f89864_ss18_srqz_bergtagen_lite_insulation_jacket_w_21_jpg
ถ้าเราย้อนไปคิดให้รอบคอบและทำความเข้าใจกันสักนิด เราจะสรุปพื้นฐานของเสื้อผ้าที่จะทำให้ตัวเราอบอุ่นท่ามกลางความหนาวเย็นได้อยู่สามอย่างคือ
  1. เก็บกักความร้อนที่ร่างกายสร้างขึ้น เสื้อกันหนาวไม่ได้สร้างความร้อน มันเพียงแต่ทำหน้าที่เก็บความร้อนที่ร่างกายเราสร้างขึ้นเท่านั้น 
  2. ลดการสูญเสียความร้อนที่เกิดขึ้นการไหลผ่านของสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น ลม, ฝน, หิมะ ฯ ซึ่งจะทำให้ร่างกายของเราสูญเสียความร้อนได้อย่างรวดเร็ว
  3. ลดการสูญเสียความร้อนจากการระเหยของเหงื่อ โดยปรกติแล้วเหงื่อมีหน้าที่หลักคือลดอุณหภูมิของร่างกายด้วยการระเหยจากผิวหนัง ซึ่งเป็นการดูดความร้อนและทำให้ผิวหนังเย็นลง ในสภาวะแวดล้อมที่หนาวเย็น เราอาจจะมีเหงื่อจากการใช้กำลัง แต่เราไม่ต้องการสูญเสียความร้อนไป

เมื่อเข้าใจพื้นฐานนี้แล้ว เราจะเห็นได้ชัดเลยว่า การใส่เสื้อหนาวหนาๆ เพียงตัวเดียวให้อุ่นเลยนั้นอาจจะไม่เหมาะกับคนกลางแจ้งเท่าไหร่นักเพราะจะทำให้เราปรับเพื่อรับสภาพที่แปรเปลี่ยนได้ยาก อีกทั้งด้วยขนาดที่ใหญ่ หนา และมีน้ำหนักค่อนข้างมาก ทำให้ไม่เหมาะกับสภานการณ์ที่เราเผชิญนั้นจึงทำให้เราชาวกลางแจ้งเลือกที่จะแต่งตัวเป็นชั้นหรือ Layer กัน โดยที่จะแบ่งเป็นทั้งหมด 4 ชั้นที่เราสามารถจะเลือกใช้ตามสถานะการณ์และสภาพอากาศ

  1. Base Layer หรือเสื้อผ้าชั้นที่ติดกับผิวหนัง
  2. Work Layer ซึ่งก็คือเสื้อผ้าปรกติที่เราใส่กัน
  3. Mid Layer หรือ Insulation Layer เป็นชั้นหลักที่จะสร้างความอบอุ่น
  4. Outer Layer หรือ Shell คือชั้นนอกสุด

ลองมาดูกันครับว่าแต่ละ Layer นั้นทำหน้าที่อะไรและเรามีตัวเลือกอะไรบ้าง

ขจัดความชื้นออกจากร่างกาย

Base Layer หรือบางครั้งเรียกกันว่า Long John เป็นผ้าไม่หนานักที่ไม่ได้ทำหน้าที่เก็บกักความร้อน แต่ทำหน้าที่ ลดการสูญเสียความร้อนจากการระเหยของเหงื่อ  โดยการซับเหงื่อออกจากผิวหนัง, กระจายเหงื่อออก แล้วให้เหงื่อไประเหยออกจากตัววัสดุของ Base Layer แทน

Base Layer ที่ดีจะต้องแนบชิดกับผิวหนังให้มากที่สุดเพื่อให้ซับเหงื่อได้เร็วและทั่วถึง, ต้องซับน้ำได้ดี และระเหยน้ำออกได้เร็ว 

วัสดุที่ดีที่สุดตามคุณสมบัติที่เราต้องการข้างต้นคือผ้าที่ทอจากขนแกะ (wool) โดยเฉพาะขนแกะสายพันธ์ุ Merino เป็นขนแกะที่มีเส้นใยยาว ขนาดเล็ก และอ่อนนุ่มกว่าขนแกะสายพันธุ์อื่นทำให้ไม่ค่อยระคายเคืองหรือคันเมื่อสวมติดกับผิวหนัง และอีกคุณสมบัติที่โดดเด่นของผ้า wool คือเป็นผ้าที่ไม่เก็บกลิ่นเพราะระเหยความชื่นได้ดีกว่าผ้าชนิดอื่น
หรือในกรณีถ้าคุณแพ้ขนแกะ ยังมี Base Layer ที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ดีๆให้เลือกใช้แทนวัสดุธรรมชาติได้

Work Layer การเคลื่อนไหวที่สะดวก

Work Layer คือเสื้อผ้าปรกติที่เราสวมใส่เพื่อปกป้องร่างกาย ซึ่งเราสามารถเลือกใส่ให้เข้ากับสภาพอากาศที่เราจะพบเจอได้ เช่นถ้าเป็นที่มีแดดแรง เราอาจจะเลือกเสื้อแขนยาวเพื่อปกป้องผิวจากแดด, ถ้าเส้นทางเป็นป่ารก หรือมีแมลงเยอะเราก็ควรจะเลือกกางเกงขายาว, ถ้าอากาศไม่หนาวมากก็ควรเลือกเสื้อที่ถ่ายเทอากาศและความชื้นได้ดี, ถ้าอากาศหนาวมากก็อาจจะเลือกที่เป็น Wool ซึ่งก็จะช่วยเก็บกักความร้อนเพิ่มได้อีกชั้นหนึ่ง และยังได้คุณสมบัติระเหยความชื่นจากเหงื่อได้ดีเมื่อเราขยับตัวอยู่ตลอดเวลา
d196a-lrg_dsc09508_jpg
Mid-Layer เก็บความอุ่นจากร่างกาย 

Mid Layer หรือ Insulation คือชั้นที่ทำหน้าที่เป็นฉนวนเพื่อเก็บกักความร้อนที่ร่างกายปล่อยออกมาเหมือนกับขนของสัตว์ 

เพื่อจะให้มีน้ำหนักเบาแต่อุ่นที่สุด การทำงานของเสื้อผ้าในชั้นนี้จะใช้วิธี เก็บกักอากาศไว้ให้เป็นฉนวนให้มากที่สุดแทนที่จะใช้เนื้อวัสดุที่หนาและหนัก ดังนั้นเสื้อผ้าในชั้นนี้จะมีลักษณะที่มีเนื้อพองฟูเพื่อเก็บกักอากาศ 
ถ้าอากาศไม่หนาวเย็นมาก ตัวเลือกที่ดีสำหรับชั้นนี้ก็คือเสื้อ Fleece ซึ่งมีลักษณะไม่หนาและหนักมากนัก ข้อดีอีกอย่างของเสื้อ Fleece ก็คือ เป็นเสื้อที่ดูแลรักษาง่ายและทนทานมาก
ถ้าอากาศหนาวเย็นมาก ตัวเลือกที่ดีก็คือเสื้อที่บุหนาด้วยขนห่านหรือใยสังเคราะห์ ซึ่งเสื้อชนิดนี้จะทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อมันฟูตัว
แม้เราจะอยู่ในยุควัสดุ Hi-tech เพียงใด ขนห่านหรือขนเป็ด ที่เรียกว่า Down นั้นก็ยังเป็นวัสดุที่ทำเสื้อหนาวได้เบาและอุ่นที่สุด เพราะการฟูตัวต่อปริมาณน้ำหนักที่เบามาก ให้ความอุ่นจนไม่มีวัสดุสังเคราะห์อะไรเทียบได้ (Down นั้นมีหลายเกรด ซึ่งมีผลให้ความอุ่นต่อน้ำหนักที่แตกต่างกันได้มาก)
แต่ขนห่านหรือขนเป็ดมีจุดอ่อนอยู่ที่เมื่อมันเปียกชื้น เส้นใยของมันที่อมน้ำจะยุบตัวและสูญเสียคุณสมบัติในการรักษาความร้อนไป เสื้อที่ใช้ใยสังเคราะห์ถ้าจะให้อุ่นเท่ากันจะมีน้ำหนักมากกว่าและเก็บไม่ได้เล็กเท่าเสื้อ Down แต่ก็มีข้อดีที่มันไม่กลัวความชื้น หรือแม้ว่าจะเปียกแล้วก็สามารถทำให้แห้งและคืนสภาพได้ง่ายๆ   
วัสดุขนห่านที่บุอยู่ในเสื้อ Down และ ถุงนอน / ผ้าห่ม Down
9b927-img_7672_jpg
Outer-Layer

Outer Layer หรือ Shell ทำหน้าที่ป้องกันการสูญเสียความร้อนจากการไหลผ่านของลมหรือการเปียกจากฝน 
วัสดุที่ใช้ทำ Outer Layer ที่ดีคือวัสดุที่ไม่ยอมให้ลมผ่าน, กันน้ำ แต่สามารถให้ความชื้นระเหยออกจากด้านในได้ ฟังดูเหมือนไม่น่าเป็นไปได้แต่มีครับ
วัสดุที่มีคุณสมบัติแบบนี้มีอยู่ 2 กลุ่ม ก็คือ 
วัสดุดั้งเดิมที่อาจจะทำผ้าแต่เคลือบวัสดุกันน้ำเสริมเข้าไป

วัสดุที่น่าสนใจในกลุ่มนี้คือ G-1000 ของ Fjallraven ที่ผลิตมาแล้วกว่า 50 ปีเป็นการทอเส้นใยที่ผสมผสานกันระหว่างผ้าฝ้ายและใยสังเคราะห์แล้วเคลือบด้วยขี้ผึ้งสูตรพิเศษที่ทำให้มันสามารถกันน้ำกันลมได้ดีโดยที่ยังคงระบายความชื้นได้ แม้จะกันฝนหนักไม่ได้ 100% แต่ข้อดีก็คือมันดูแลรักษาง่ายมาก, ทนทานมาก และไม่กลัวสะเก็ดไฟ
วัสดุสังเคราะห์สมัยใหม่ที่กันน้ำแต่มีชั้นเมมเบรนที่ทำหน้าที่ดูซับความชื้นและระเหยความชื้นผ่านเนื้อผ้าออกไปได้ Keb GTX (GORE-TEX) จาก Fjallraven เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ตัวเสื้อชั้นนอกผลิตไนลอน (รีไซเคิล) ผสมกับเมมเบรน GORE-TEX ePE แบบ 3 ชั้น (3-Layer laminate) ที่ให้คุณสมบัติกันน้ำ, กันลม และระบายอากาศได้อย่างสมดุล วัสดุนี้กันน้ำถึง 30,000 ม.ม ซึ่งหมายถึงว่าแม้จะเจอกับฝนที่ตกหนัก กระแทกใส่เนื้อผ้าแรงแค่ไหน มันก็ยังกันน้ำได้สนิท และมีความสามารถที่จะระบายความชื้นออกไปสู่ผิวด้านนอกได้ดีมากอีกด้วย
c69ec-img_1200_jpg
608404983666442810
เมื่อเราเข้าใจหน้าที่ของ Layer ทั้งสี่ชั้นดีแล้วเราก็สามารถเลือกใช้และประกอบชั้นต่างๆเข้าด้วยกันในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมแม้เราจะมีเสื้อผ้ากันหนาวเพียงชุดเดียว เช่น
  1. เวลาเดิน – ร่างกายเราจะสร้างความร้อนตลอดเวลา ถ้าอากาศไม่หนาวมากเราต้องการเพียง Base Layer และ Working Layer ถ้าเจอฝนหรือลมแรงก็เพิ่ม Outer Layer เข้าไป และแน่นอน ถ้าเจออากาศหนาวเย็นจัด เราก็สามารถเพิ่ม mid layer เข้าไปได้
  2. เมื่ออยู่ในแค้มป์ – ร่างกายเราไม่ได้สร้างความร้อนมากนัก ถ้าอากาศหนาวเย็นเราจึงควรใส่ Mid layer เพื่อกักเก็บความร้อนให้มากที่สุด ถ้าฝนตกลมแรงก็ค่อยเพิ่ม Outer Layer เข้าไป
  3. นอนในตอนกลางคืน – ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหว จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะกระจายความร้อนออกไปให้ทั่วตัว ควรเร่ิมจากผ้าห่มหรือถุงนอนบวกกับแผ่นรองนอนที่ให้ความอบอุ่นเพียงพอก่อน แล้วไม่ควรใส่เสื้อกางเกงที่เก็บความร้อนมากจนเกินไปจนไม่มีการปล่อยความร้อนออกมาใต้ผ้าห่มทำให้หนาวมือเท้าและส่วนอื่นๆของร่างกาย ถ้าผ้าห่มอุ่นพอ เราอาจจะใส่เพียง Base layer เพื่อช่วยระบายเหงื่อและอาจจะมีหมวกเพื่อลดการสูญเสียความร้อนจากหัว
ลองมาดูตัวอย่างสภาพอากาศและสถานการณ์ต่างๆ ที่ผู้เขียนพบเจอว่าความสำคัญของการแต่งตัวเป็น Layer นั้นส่งผลอย่างไร 
เส้นทางเดินป่าระยะไกล 110 กิโลเมตร ทางตอนเหนือของประเทศสวีเดน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Fjallraven Classic Sweden เส้นทางเดินเทรลที่มีสภาพอากาศแปรปรวนอยู่เสมอ ในหนึ่งวันเราสามารถเจอสภาพอากาศหนาวจัด ลมแรง ฝนตก แดดแรง และกลับมาฝนตกลมแรงได้ภายในไม่กี่นาที ด้วยสภาพอากาศลักษณะนี้ ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนการแต่งกายของเราอยู่เสมอ อธิเช่น เลือกใส่เสื้อ Work Layer ที่ผสมผ้า wool เพื่อให้ร่างกายเรายังเก็บความอุ่นไว้ได้ แต่เราก็ต้องการให้เสื้อช่วยระเหยความชื่นเหงื่อออกจากร่างกายเราที่ขยับอยู่เสมอเช่นกัน เมื่อเราเดินต่อไปแล้วฝนตกแถมมาพร้อมลมแรง เราสามารถสวม Outer Layer นั่นคือเสื้อกันฝน (Shell Jacket) ทับอีกชั้น เพื่อกันฝนและยังสามารถเก็บกักความร้อนในร่างกายไว้ได้ ในขณะเดียวกัน เสื้อ Outer Layer ต้องมีความสามารถในการระเหยความชื้นจากเหงื่อได้เช่นเดียวกับเสื้อ Work Layer เพื่อไม่ให้เกิดการ condense หรือฝนตกภายในตัวเรา เมื่อเราเดินมาถึงจุดหมายในการตั้งแค้มป์ ร่างกายเราหยุดขยับ ทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนอย่างรวดเร็ว เราจึงควรเพิ่มเสื้อดาว (Mid Layer ช่วยกักเก็บความร้อนให้ร่างกายยังอุ่น) ตรงกลางระหว่างเสื้อ Work Layer และ Shell Jacket อีก 1 ชั้น (เพื่อกันลมหรือฝนไม่ให้ร่างกายสูญเสียความร้อนรวดเร็วเกินไป) ในทางตรงข้าม เมื่อเราเตรียมตัวเข้านอน เราควรแต่งตัวเพียง Layer เดียวนั่นคือ Base Layer เนื่องจากในช่วงเวลานอนร่างกายเราจะไม่ผลิตความร้อนเหมือนตอนเราเดิน สิ่งที่เราต้องการคือการเก็บความร้อนที่ระบายออกมาจากร่างกายของเราในช่วงแรกให้มากที่สุดและหน้าที่นั้นจะถูกมอบให้ถุงนอนแทนเสื้อดาวที่เราใส่ก่อนหน้า ทำไมเราถึงไม่ใส่เสื้อดาวนอน เพราะว่าเสื้อดาวก็มีคุณสมบัติเก็บกักความร้อนจากร่างกายเช่นเดียวกับถุงนอน แทนที่ความร้อนจะถูกย้ายมาเก็บในถุงนอนให้เราได้นอนอย่างอุ่นสบายทั้งตัว กลับกลายเป็นว่าเสื้อดาวจะดึงความร้อนทั้งหมดไปไว้แทน และแน่นอน ถุงนอนจะไม่ได้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มที่ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงใส่ Base Layer เพียงชั้นเดียวเมื่อเราเข้านอน

เมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเราออกจากถุงนอน ควรใส่เสื้อดาวทันทีเพื่อให้ร่างกายยังอบอุ่นต่อเนื่อง และถอดเสื้อดาวเก็บเหลือเพียง work Layer เมื่อเราพร้อมออกเดิน จากนั้นทุกอย่างก็จะวนลูปดังเช่นที่กล่าวมา
608404981620146637
ลองกลับมาเส้นทางเดินป่าบ้านเรากันบ้าง ด้วยสภาพอากาศที่แตกต่างกัน เราก็ยังใช้ลำดับขั้นตอนของการแต่งตัวเป็น layer ได้เช่นกัน อธิเช่น เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา ที่มีสภาพอากาศระหว่างกลางวันและกลางคืนแตกต่างกันมาก ในช่วงกลางวันที่เราเดินแบกเป้ขึ้นเขาชัน แดดแรงและอากาศร้อน เราควรสมใส่เพียง Work Layer ที่มีเนื้อผ้าที่ระบายความร้อนจากร่างกายได้ดี แห้งเร็ว ไม่เก็บกลิ่น บางเบาแต่แข็งแรงไม่ขาดง่ายเมื่อเราต้องเดินผ่านพุ่มไม้รกต่างๆ ระหว่างทาง เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ด้วยเราแค้มป์บนยอดเขาสูงทำให้อากาศช่วงกลางคืนหนาวเย็นอย่างรวดเร็ว เราจึงใช้หลักการเดียวกัน คือสวมเสื้อฟรีทหรือดาว (ในกรณีที่อากาศหนาวจัด) เพื่อเก็บความร้อนในร่างกายไว้ไม่ให้ระบายออกไปอย่างรวดเร็วเกินไป และเมื่อเข้านอนเราใช้เพียง Layer เดียว โดยปรับเปลี่ยนจากผ้า wool ที่เราใช้ในพื้นที่หนาวเย็นในต่างประเทศ มาเป็นเสื้อผ้าใส่สบายๆ ระบายความร้อนได้ดี เพื่อย้ายความร้อนไปเก็บไว้ในถุงนอนเพื่อทำหน้าที่ให้เราอุ่นสบายไม่ร้อนจนเกินไป

37b2c-img_1793-2
เมื่อเราเข้าใจหลักการของ layer ทั้ง 4 ข้อแล้วนั้น ไม่ว่าจะสภาพอากาศแบบไหนเราก็สามารถปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์นั้นได้มีคำพูดของชาวสวีเดนที่บอกว่า 

“There is no bad weather. There is only bad preparation”
“ไม่มีสภาพอากาศที่เลวร้าย จะมีก็เพียงการเตรียมตัวที่ไม่พร้อม”

และการเตรียมแต่งตัวเป็น Layer เลือกไปให้เหมาะกับอากาศที่คาดว่าจะเจอ จะทำให้มนุษย์กลาง
แจ้งอย่างคุณไม่พบเจอสภาพอากาศที่เลวร้ายจนหมดสนุกแน่นอน
```html
Compare product
Availability
Vendor
```